ตอนนี้เศรษฐกิจโลกถูกทำนายไว้ว่าจะเป็นในทิศทางไม่ดีเท่าไหร่ เนื่องจากปัญหาซับไพร์มที่เกิดในสหรัฐฯ อย่างประเทศบ้านเรา และประเทศเอเชียผู้ส่งออกทั้งหลายก็กลัดกลุ้มกันว่าจะส่งสินค้าไปขายใครดี เพราะอเมริกาคงหมดกำลังซื้อไปอีกนาน
ตลกดีที่ไม่มีความพอดีสักอย่าง ถ้าประชาชนอเมริกันออกมาบริโภคกันมาก ๆ ก็โวยวายว่าพวกนี้ใช้จ่ายเกินตัว ทั้งในแง่การเงิน (ที่รายได้ไม่พอกับรายจ่าย กลายเป็นหนี้สินรุงรัง) และทั้งในแง่ทรัพยากร (ที่เป็นพวกบริโภคใหญ่งาบงับทรัพยากรโลกไปมหาศาล)
ถ้าดูกันให้ดี เราต่างติดกับอยู่กับทุนนิยม การผลิต และการ (ต้อง) บริโภคอยู่หรือเปล่า การพัฒนาเน้นอยู่แค่กับตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลักเท่านั้น และนั่นก็คือเราก็ต้องผลิต ผลิตเพื่อผลิต ไม่ได้ผลิตเพื่อใช้ และดังนั้น ก็ต้องผลิตเพื่อส่งออกอย่างเดียว เพราะในประเทศเราซื้อกันไม่ไหว รับกันไม่พอนั่นไง
ดังนั้น ปัญหาที่เกิด มันไม่ใช่ปัญหาของสหรัฐฯ อย่างเดียวเท่านั้น แต่มันคือปัญหาและกับดักของระบบทุนนิยมต่างหาก และเราก็อยู่ภายใต้ระบบนี้จนคิดอย่างอื่นไม่ออกเสียด้วย อย่างที่บอกว่า ระบบสังคมนิยมไปไม่รอด เพราะถูกล้อมรอบด้วยระบบทุนนิยมนั่นอย่างไร ตอนนี้ กลับมากินตัวเองแล้ว ทุนนิยมก็คงไม่รอดเหมือนกัน - ถึงบอกว่า “อาจจะ” ไม่เกิดปัญหามาก เพราะประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่นำโดยจีนและอินเดีย จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทน แต่ถ้าอยู่ในระบบทุนนิยมอย่างที่เป็น ถึงจุดหนึ่งประเทศเหล่านี้ก็ต้องถึงจุดที่เกิดปัญหาเหมือนกัน
ปล. อาทิตย์หน้าเราจะกลับไปอยู่ยุคสังคมดั้งเดิมที่เป็นถ้าไม่เป็น barter ก็ in kind trade สะสมความมั่งคั่งเป็นข้าวสารกับวัวแทน ฮ่า!
+++++++++++
(แถมพก)
กอร์คอน บราวน์ นายกฯ อังกฤษเพิ่งเสร็จทัวร์ขายของที่จีน และกำลังจะพาคณะไปทัวร์นาเมนต์ไปที่อินเดียต่อ ใครเลยจะคิดว่าประเทศเจ้าอาณานิคมจะมีวันนี้ สะใจ สะใจ นมัสเต :D :D :D
Showing posts with label ironic. Show all posts
Showing posts with label ironic. Show all posts
Sunday, 20 January 2008
ปูตินเป็นประธานาธิบดี...?
วันก่อนโน้นอ่านบทความในเอเชียไทม์ แล้วก็มีเรื่อง Putin for president ... of the United States (Spengler) ที่เขียนว่าปูตินน่าจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป เพราะว่ามีบุคลิกลักษณะทางการเมืองแบบเดียวกับพวกที่ทำให้อเมริกาเข้าสู่ปัญหาในตอนแรก (ฮ่า)
คนเขียนบอกว่าปูตินแกร่งได้ใจ โดยเฉพาะในด้านภาวะผู้นำ (ซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีผู้สมัครรายไหนที่พร้อมเรื่องนี้เลย) แล้วก็ยังสามารถจะกอบกู้เศรษฐกิจรัสเซียที่วิบัติจากติดลบมา และกู้สถานะในเวทีโลกมาได้อีก ทั้ง ๆ ที่การเป็นผู้นำในรัสเซียนั้นแค่จะรวบอำนาจไว้ได้ก็ลำบากแล้ว นอกเหนือจากนั้น มีการพูดถึงสภาพความได้เปรียบหลายประการของสหรัฐฯ ในอดีต และบทบาทที่ผิดพลาดทั้งการต่างประเทศ และเศรษฐกิจไว้หลายอย่างเหมือนกัน
แต่ประเด็นที่ชอบมากและบ้ามากก็คือ ปูตินจะพ้นตำแหน่งสมัยที่สองก็ช่วงราว ๆ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่รับตำแหน่งพอดี ฉะนั้นก็มีจะมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำให้ปูตินเป็นคนอเมริกัน แล้วก็มีเวลาแก้กฏหมายให้พวก foreign-born เป็นประธานาธิบดีได้ ซึ่งถ้าจะเป็นห่วงว่าปูตินพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยเท่านั้น ก็ไม่มีปัญหา เพราะบุชเองก็พูดไม่ได้มากนักหรอก ฮ่า!
ปล.อย่างไรก็ตาม เห็นได้ว่า Spengler ค่อนข้างชื่มชมเรแกนพอตัวเพราะเปลี่ยนเทียบไว้ว่าเป็นคนทำให้ทุกอย่างกลับมาดี และเศรษฐกิจก็รุ่งเรืองชนิดที่ถนนทุกสายมุ่งสู่สหรัฐฯ ถึงขั้นใช้คำว่า Reagon won the Cold War และมองว่ายุครุ่งเรืองสูงสุดของสหรัฐฯ เกิดหลังสงครามเย็น (ที่เห็นได้ชัดก็คือ บอกว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องออม ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องคิดเรื่องความท้าทายทางยุทธศาสตร์ใด ๆ แล้ว แค่ส่งออกภาพลักษณ์ตัวเองไปก็พอ) ซึ่งทำให้อดโยงไปถึง Wallerstein ไม่ได้ที่นอกจากอธิบายการเกิด ดำรงอยู่ และสิ้นสุดของสงครามเย็นไว้อีกแบบแล้ว ก็ยังมองว่าความเป็นเจ้าที่เกิดอยู่ถึงช่วงปี 1967 เท่านั้น ในแง่นี้ เห็นได้ชัดว่า ถึงแม้เจ้าตัวจะรู้มาก และรู้เยอะ แต่ความรู้ค่อนข้างเป็น conventional พอสมควร
คนเขียนบอกว่าปูตินแกร่งได้ใจ โดยเฉพาะในด้านภาวะผู้นำ (ซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีผู้สมัครรายไหนที่พร้อมเรื่องนี้เลย) แล้วก็ยังสามารถจะกอบกู้เศรษฐกิจรัสเซียที่วิบัติจากติดลบมา และกู้สถานะในเวทีโลกมาได้อีก ทั้ง ๆ ที่การเป็นผู้นำในรัสเซียนั้นแค่จะรวบอำนาจไว้ได้ก็ลำบากแล้ว นอกเหนือจากนั้น มีการพูดถึงสภาพความได้เปรียบหลายประการของสหรัฐฯ ในอดีต และบทบาทที่ผิดพลาดทั้งการต่างประเทศ และเศรษฐกิจไว้หลายอย่างเหมือนกัน
แต่ประเด็นที่ชอบมากและบ้ามากก็คือ ปูตินจะพ้นตำแหน่งสมัยที่สองก็ช่วงราว ๆ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่รับตำแหน่งพอดี ฉะนั้นก็มีจะมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำให้ปูตินเป็นคนอเมริกัน แล้วก็มีเวลาแก้กฏหมายให้พวก foreign-born เป็นประธานาธิบดีได้ ซึ่งถ้าจะเป็นห่วงว่าปูตินพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยเท่านั้น ก็ไม่มีปัญหา เพราะบุชเองก็พูดไม่ได้มากนักหรอก ฮ่า!
ปล.อย่างไรก็ตาม เห็นได้ว่า Spengler ค่อนข้างชื่มชมเรแกนพอตัวเพราะเปลี่ยนเทียบไว้ว่าเป็นคนทำให้ทุกอย่างกลับมาดี และเศรษฐกิจก็รุ่งเรืองชนิดที่ถนนทุกสายมุ่งสู่สหรัฐฯ ถึงขั้นใช้คำว่า Reagon won the Cold War และมองว่ายุครุ่งเรืองสูงสุดของสหรัฐฯ เกิดหลังสงครามเย็น (ที่เห็นได้ชัดก็คือ บอกว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องออม ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องคิดเรื่องความท้าทายทางยุทธศาสตร์ใด ๆ แล้ว แค่ส่งออกภาพลักษณ์ตัวเองไปก็พอ) ซึ่งทำให้อดโยงไปถึง Wallerstein ไม่ได้ที่นอกจากอธิบายการเกิด ดำรงอยู่ และสิ้นสุดของสงครามเย็นไว้อีกแบบแล้ว ก็ยังมองว่าความเป็นเจ้าที่เกิดอยู่ถึงช่วงปี 1967 เท่านั้น ในแง่นี้ เห็นได้ชัดว่า ถึงแม้เจ้าตัวจะรู้มาก และรู้เยอะ แต่ความรู้ค่อนข้างเป็น conventional พอสมควร
Subscribe to:
Posts (Atom)